NokMonk.com

ม๊องค์สีอะไรบ้าง เขียว บลู Opaline ลูติโน่ และ split คืออะไร

อัปเดต 8 ก.ย. 2569

รวมสีนกม๊องค์ที่มีในไทย เขียว บลู Opaline ลูติโน่ Turquoise Pallid Cinnamon พร้อมอธิบาย split คืออะไร ม๊องค์ครอสต่างกันตรงไหน และราคาแต่ละสีช่วงนี้

คำถามที่มือใหม่ถามผมบ่อยที่สุดหลังจาก "เลี้ยงยากไหม" ก็คือ "ม๊องค์สีอะไรบ้าง" แล้วพอเริ่มดูราคาก็จะเจอคำว่า split กับครอสตามมาทันที ซึ่งเป็นจุดที่คนซื้อนกตัวแรกมักงงและถูกบวกราคาโดยไม่รู้ตัว บทความนี้ผมเขียนจากประสบการณ์เพาะนกม๊องค์มาหลายปี อยากให้อ่านจบแล้วเดินไปคุยกับคนขายได้อย่างมั่นใจ

นกม๊องค์สีอะไรบ้างที่มีเลี้ยงในไทยตอนนี้

นกม๊องค์ที่เจอในตลาดไทยตอนนี้มีสีหลัก 7 กลุ่ม คือ เขียว บลู Opaline ลูติโน่ Turquoise Pallid และ Cinnamon และยังมีสีผสมที่เกิดจากการรวมยีน 2 ตัวขึ้นไปในนกตัวเดียว เช่น Blue Opaline หรือ Albino อีกหลายแบบ

สีเขียวคือสีดั้งเดิมตามธรรมชาติของ Monk Parakeet ส่วนสีอื่นทั้งหมดเป็นการกลายพันธุ์ที่คนเพาะรักษาสายไว้ นกม๊องค์แต่ละสีไม่ได้ต่างกันแค่หน้าตา แต่ต่างกันที่วิธีถ่ายทอดยีนด้วย ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าจับคู่แบบไหนแล้วจะได้ลูกสีอะไร

สีลักษณะที่เห็นจากภายนอกแบบการถ่ายทอดหมายเหตุ
เขียว (Green)ตัวเขียวสด หน้าและอกเทาเป็นเกล็ด ปีกบินโทนน้ำเงินเข้มสีธรรมชาติ ยีนเด่นราคาถูกสุด แข็งแรงสุด
บลู (Blue)ตัวฟ้า หน้าและอกเทาอมขาว ไม่มีสีเหลืองเลยยีนด้อยธรรมดา (recessive)ตัวผู้และตัวเมีย split ได้ทั้งคู่
Opalineลายเทาที่อกจางลง ตัวสว่างขึ้น หลังมีลายจางเป็นรูปตัว Vยีนด้อยแบบ sex-linkedตัวเมีย split ไม่ได้
ลูติโน่ (Lutino)ตัวเหลืองทั้งตัว ตาแดง ปีกบินขาวยีนด้อยแบบ sex-linkedรวมกับบลูได้ Albino ตัวขาวตาแดง
Turquoiseฟ้าอมเขียว ยังมีเหลืองเจือที่ปีกและท้องยีนด้อย อยู่ตำแหน่งเดียวกับบลูจับคู่กับบลูได้ลูก Turquoise ได้เลย
Pallidสีทั้งตัวจางลงเป็นพาสเทล ลายอกเบาบางยีนด้อยแบบ sex-linkedอยู่ตำแหน่งเดียวกับลูติโน่
Cinnamonสีเข้มเปลี่ยนเป็นน้ำตาล ตัวเขียวออกเหลืองนวลยีนด้อยแบบ sex-linkedลูกแรกเกิดตาแดง แล้วค่อยเข้มขึ้น

ในตารางจะเห็นคำว่า sex-linked หลายช่อง คำนี้สำคัญมากเพราะเป็นตัวกำหนดว่านกตัวเมียจะเป็น split ได้หรือไม่ ผมจะอธิบายละเอียดในหัวข้อ split ด้านล่าง

ม๊องค์เขียวกับม๊องค์บลูต่างกันอย่างไร

ม๊องค์บลูคือนกม๊องค์ที่ยีนบลูไปตัดเม็ดสีเหลืองออกจากขนทั้งตัว เขียวเลยกลายเป็นฟ้า และเหลืองอ่อนที่ท้องกลายเป็นขาว นอกจากสีแล้ว นิสัย ขนาดตัว การกิน และการพูดไม่ต่างจากเขียวเลย

ถ้าดูใกล้ ๆ จะเห็นว่าหน้าและอกของบลูยังมีลายเกล็ดเทาเหมือนเขียว แต่พื้นจะเป็นขาวอมเทาแทนที่จะเป็นเทาอมเขียว ปีกบินจะเป็นน้ำเงินเข้มกว่าลำตัว และเมื่อนกโตเต็มวัยสีฟ้าจะเข้มขึ้นกว่าตอนเป็นลูกป้อนเล็กน้อย

ข้อที่มือใหม่ควรรู้คือ บลูเป็นยีนด้อยธรรมดา นกจะออกสีฟ้าได้ต้องได้ยีนบลูจากทั้งพ่อและแม่ ถ้าได้จากฝ่ายเดียวนกจะออกเขียว แต่พกยีนบลูไว้ในตัว ซึ่งนี่คือที่มาของนก "เขียว/บลู" ที่ราคาสูงกว่าเขียวธรรมดาเกือบเท่าตัว

ในเรื่องความแข็งแรง ผมเลี้ยงมาไม่เคยเห็นว่าบลูอ่อนแอกว่าเขียวอย่างมีนัยสำคัญ แต่ลูกป้อนบลูที่มาจากการผสมพี่น้องซ้ำหลายรุ่นอาจตัวเล็กหรือขนไม่สวย ซึ่งเป็นเรื่องของสายเลือด ไม่ใช่เรื่องของสี

ม๊องค์โอพาไลน์เป็นแบบไหน ทำไมราคาถึงสูง

ม๊องค์โอพาไลน์ (Opaline) คือนกที่ยีน Opaline ไปเปลี่ยนการกระจายของสีเข้มบนตัว ทำให้ลายเทาที่หน้าอกจางจนเกือบหาย ตัวสว่างขึ้น และหลังมีบริเวณสีอ่อนล้อมด้วยขนเข้มเป็นรูปตัว V ราคาสูงเพราะเป็นยีน sex-linked ที่เพาะให้ออกยาก และยังมีคนเพาะได้ไม่มากในไทย

Opaline บนตัวเขียวจะออกเป็นเขียวอมเหลืองสว่าง หน้าออกเหลืองชัด อกเป็นเหลืองนวลแทนที่จะเป็นเทาลายเกล็ด บางสายจะเห็นขนที่หลังเจือโทนส้มจาง ๆ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่คนชอบ Opaline ตามหากัน

ส่วน Blue Opaline คือนกที่มีทั้งยีนบลูและยีน Opaline ในตัวเดียว จะออกเป็นฟ้าพาสเทลอ่อน หน้าและอกขาวสะอาด ไม่มีลายเทาเลย นี่คือตัวที่ราคาแพงสุดในกลุ่ม Opaline เพราะต้องรวมยีน 2 ระบบเข้าด้วยกัน ปกติต้องใช้เวลาเพาะอย่างน้อย 2 รุ่น

ตอนเป็นลูกป้อนอายุ 3 ถึง 4 สัปดาห์ Opaline จะดูออกยากสำหรับคนไม่ชำนาญ เพราะขนยังไม่ขึ้นเต็ม ผมแนะนำให้ดูที่อกเป็นหลัก ถ้าอกไม่มีลายเกล็ดเทาตั้งแต่ขนแรกขึ้น โอกาสเป็น Opaline สูง

ลูติโน่ Turquoise Pallid และ Cinnamon แต่ละสีดูอย่างไร

4 สีนี้แยกกันได้จากจุดสังเกตหลัก คือ ลูติโน่ตัวเหลืองตาแดง Turquoise ฟ้าปนเขียว Pallid สีจางทั้งตัวแบบพาสเทล และ Cinnamon สีเข้มกลายเป็นน้ำตาล ผมจะไล่ทีละสีให้เห็นภาพ

ลูติโน่ (Lutino)

ลูติโน่คือนกที่ยีนไปตัดสีเข้มออกหมด เหลือแต่เหลืองล้วน ตาแดงชัดตั้งแต่เกิดจนโต ปีกบินและหางออกขาว เป็นสีที่โดดเด่นมากในกรง แต่ตาแดงทำให้นกไวต่อแสงจ้ากว่าปกติ ควรมีมุมร่มในกรงเสมอ

ถ้ารวมลูติโน่กับบลูในตัวเดียวจะได้ Albino คือตัวขาวล้วนตาแดง เป็นสีผสมที่ตลาดไทยเรียกกันติดปากว่า "ม๊องค์ขาว"

Turquoise

Turquoise คือยีนที่อยู่ตำแหน่งเดียวกับบลู แต่ตัดสีเหลืองออกไม่หมด นกเลยออกฟ้าอมเขียว ปีกและท้องยังมีเหลืองเจือ ถ้านกได้ยีน Turquoise 1 ข้างและบลู 1 ข้าง จะออกโทน Turquoise ที่ฟ้ากว่านิดหน่อย จุดนี้ทำให้ Turquoise เพาะง่ายกว่าสีอื่นถ้ามีบลูอยู่แล้ว

Pallid

Pallid คือญาติของลูติโน่ อยู่ตำแหน่งยีนเดียวกัน แต่ตัดสีเข้มออกแค่บางส่วน นกเลยออกเป็นเขียวอ่อนอมเหลือง ลายอกเบาบาง ตาตอนเกิดออกแดงแล้วค่อยเข้มขึ้นจนดูเกือบดำ Blue Pallid จะออกเป็นฟ้าอ่อนนวลที่หลายคนบอกว่าสวยกว่าบลูธรรมดา

Cinnamon

Cinnamon เปลี่ยนสีเข้มจากดำเทาเป็นน้ำตาล ตัวเขียวจะออกเขียวเหลืองนวล ปีกบินเป็นน้ำตาลอมเทาแทนน้ำเงิน Blue Cinnamon จะเป็นฟ้าอ่อนที่ปีกออกน้ำตาล ลูกแรกเกิดตาแดงเข้มแล้วเปลี่ยนเป็นดำใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นวิธีที่ผมใช้แยก Cinnamon ออกจากเขียวธรรมดาตั้งแต่วันแรก

ข้อสังเกตคือ ลูติโน่ Pallid Cinnamon และ Opaline ล้วนเป็นยีน sex-linked ทั้งหมด ดังนั้นกฎเรื่อง split ของ 4 สีนี้จะเหมือนกัน และต่างจากบลูกับ Turquoise ที่เป็นยีนด้อยธรรมดา

split คืออะไร แล้วดูจากภายนอกได้ไหม

split คือนกที่มียีนสีซ่อนอยู่ในตัว 1 ข้าง แต่ไม่แสดงออกมาให้เห็น ภายนอกเลยดูเป็นเขียวธรรมดาทุกประการ ดูจากภายนอกไม่ได้เลย ต้องรู้จากพ่อแม่หรือจากลูกที่มันให้เท่านั้น

คนเพาะจะเขียนด้วยเครื่องหมาย / เช่น "เขียว/บลู" อ่านว่าเขียว split บลู หมายถึงนกตัวนี้เป็นสีเขียว แต่พกยีนบลูไว้ 1 ข้าง ถ้าจับคู่กับบลูหรือกับเขียว/บลูด้วยกันก็มีโอกาสได้ลูกบลู นี่คือเหตุผลที่ split มีราคาสูงกว่าเขียวธรรมดาทั้งที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ

สำหรับยีนด้อยธรรมดาอย่างบลูและ Turquoise นกทั้งตัวผู้และตัวเมียเป็น split ได้ แต่สำหรับยีน sex-linked อย่าง Opaline ลูติโน่ Pallid และ Cinnamon จะมีกฎพิเศษ คือ มีแต่ตัวผู้เท่านั้นที่เป็น split ได้ ตัวเมียถ้ามียีนพวกนี้จะโชว์สีออกมาเลย ไม่มีคำว่าตัวเมีย split Opaline

เหตุผลคือนกตัวผู้มีโครโมโซมเพศแบบ ZZ ส่วนตัวเมียเป็น ZW ยีน sex-linked อยู่บน Z ตัวผู้มี Z 2 ข้าง ได้ยีน 1 ข้างก็ซ่อนไว้ได้ ตัวเมียมี Z ข้างเดียว ได้ยีนมาก็ต้องแสดงออกทันที ถ้ามีใครขาย "ตัวเมีย split Opaline" ให้คุณ แปลว่าคนขายไม่เข้าใจพันธุกรรม หรือไม่ก็ตั้งใจหลอก

ในตลาดจะเจอคำว่า "split แน่นอน" กับ "possible split" อีก 2 แบบ split แน่นอนคือมาจากคู่ที่พ่อหรือแม่ตัวหนึ่งเป็นสีนั้นเต็มตัว ลูกเขียวทุกตัวจึงพกยีนแน่ ๆ ส่วน possible split คือมาจากคู่เขียว/บลูสองตัว ลูกเขียวที่ออกมาอาจพกยีนหรือไม่พกก็ได้ ดูไม่ออก ราคาจึงควรต่ำกว่า split แน่นอน

ม๊องค์ครอสคืออะไร ต่างจาก split ตรงไหน

ม๊องค์ครอสเป็นคำที่ตลาดไทยใช้เรียกนกที่เกิดจากพ่อแม่คนละสี เช่น เขียวครอสบลู หมายถึงลูกที่ได้จากคู่เขียวกับบลู ส่วน split เป็นคำทางพันธุกรรมที่บอกว่านกพกยีนอะไรไว้แน่นอน ครอสจึงเป็นคำกว้างกว่า และไม่ได้รับประกันเสมอไปว่านกจะพกยีน

ปัญหาคือแต่ละคนใช้คำว่าครอสไม่เหมือนกัน บางคนหมายถึงเขียว/บลูที่ split แน่นอน บางคนหมายถึง possible split บางคนใช้เรียกนกสีผสมอย่าง "บลูครอส Opaline" ที่จริง ๆ ควรเรียกว่า Blue Opaline พอเจอคำนี้ให้ถามคนขายกลับ 2 คำถามเสมอ

  1. พ่อสีอะไร แม่สีอะไร ถ้าตอบไม่ได้ ให้คิดราคาแบบเขียวธรรมดา
  2. เป็น split แน่นอนหรือ possible split ถ้ามีพ่อหรือแม่ตัวหนึ่งเป็นบลูเต็มตัว จึงจะเรียกว่าแน่นอน

อีกความหมายที่คนใช้กันคือ ครอส = นกที่รวมยีน 2 อย่างในตัวเดียว ซึ่งในภาษาคนเพาะเรียกว่า combination เช่น Blue Opaline, Turquoise Cinnamon, Blue Pallid นกกลุ่มนี้แพงจริงและเพาะยากจริง แต่ต้องมีสีให้เห็นชัดเจน ไม่ใช่นกเขียวที่บอกว่า "ครอส 3 สี" โดยไม่มีอะไรยืนยัน

ผมขอสรุปให้จำง่าย คือ split บอกว่านกพกยีนอะไร ครอสบอกแค่ว่าพ่อแม่คนละสี ถ้าจะจ่ายแพงให้จ่ายกับคำว่า split ที่ระบุพ่อแม่ได้ ไม่ใช่จ่ายกับคำว่าครอสลอย ๆ

จับคู่สีไหนแล้วได้ลูกสีอะไร

คำตอบสั้น ๆ คือ บลูกับบลูได้บลูทั้งหมด เขียวกับบลูได้เขียว/บลูทั้งหมด และเขียว/บลูกับบลูได้บลูประมาณครึ่งหนึ่ง ส่วนยีน sex-linked จะขึ้นกับว่าฝ่ายไหนเป็นตัวผู้ ตารางนี้ผมทำไว้ใช้เองที่ฟาร์ม เอาไปเทียบได้เลย

พ่อ x แม่ลูกที่คาดได้ (ค่าเฉลี่ย)
เขียว x บลูเขียว/บลู 100%
เขียว/บลู x บลูบลู 50% เขียว/บลู 50%
เขียว/บลู x เขียว/บลูบลู 25% เขียว/บลู 50% เขียวธรรมดา 25% (เขียว 2 แบบดูไม่ออก)
บลู x บลูบลู 100%
บลู x TurquoiseTurquoise โทนฟ้า 100%
ผู้ Opaline x เมียเขียวลูกเมีย Opaline ทั้งหมด ลูกผู้ เขียว/Opaline ทั้งหมด
ผู้เขียว x เมีย Opalineลูกผู้ เขียว/Opaline ทั้งหมด ลูกเมีย เขียวธรรมดาทั้งหมด
ผู้ เขียว/Opaline x เมีย Opalineลูกผู้ Opaline 50% split 50% ลูกเมีย Opaline 50% เขียว 50%
ผู้ เขียว/Opaline x เมียเขียวลูกผู้ split 50% เขียว 50% ลูกเมีย Opaline 50% เขียว 50%

ตัวเลขในตารางเป็นค่าเฉลี่ยทางทฤษฎี ในชีวิตจริงนกม๊องค์ออกไข่ครอกละ 4 ถึง 7 ฟอง ครอกเดียวอาจได้บลู 3 ตัวหรือไม่ได้เลยก็ได้ ต้องดูหลายครอกถึงจะเห็นสัดส่วนตามตาราง

แถวที่ผมชอบที่สุดคือ ผู้ Opaline x เมียเขียว เพราะได้ลูกเมีย Opaline ทุกตัวโดยไม่ต้องรอ 2 รุ่น ใครมีตัวผู้ Opaline ดี ๆ 1 ตัวก็เริ่มสายได้เลย ส่วนกฎของลูติโน่ Pallid และ Cinnamon ใช้ตารางเดียวกับ Opaline ได้เลย แค่เปลี่ยนชื่อสี

ข้อควรระวังคือ Turquoise กับบลูอยู่ตำแหน่งยีนเดียวกัน จับคู่กันจึงได้ Turquoise ได้ทันทีตามตาราง แต่ Turquoise กับเขียวธรรมดาจะได้แค่เขียว/Turquoise ทั้งหมด ไม่ได้ Turquoise เลยแม้แต่ตัวเดียว

ราคานกม๊องค์แต่ละสีในตลาดไทยช่วงนี้

ราคาลูกป้อนนกม๊องค์ช่วงนี้เริ่มจากเขียวธรรมดา 5,000 ถึง 9,000 บาท ไปจนถึงสีผสมอย่าง Blue Opaline ที่ 20,000 ถึง 40,000 บาท ตัวเลขทั้งหมดเป็นช่วงกว้างเพราะราคาขึ้นลงตามฤดู ความเชื่อง และพันธุกรรมของพ่อแม่

สี / สถานะราคาลูกป้อนโดยประมาณ (บาท)หมายเหตุ
เขียวธรรมดา5,000 ถึง 9,000เหมาะกับคนเลี้ยงตัวแรก
เขียว split (เขียว/บลู, เขียว/Opaline)10,000 ถึง 16,000ต้องระบุพ่อแม่ได้
บลู15,000 ถึง 25,000สีที่ขายดีที่สุดรองจากเขียว
Opaline, Turquoise, ลูติโน่20,000 ถึง 40,000ตัวเมีย Opaline มักแพงกว่าตัวผู้เล็กน้อย
สีผสม (Blue Opaline, Albino, Blue Pallid)20,000 ถึง 40,000 ขึ้นไปขึ้นกับความหายากของสายในช่วงนั้น

ช่วงที่นกออกลูกเยอะ คือหลังหน้าหนาวไปจนถึงต้นหน้าร้อน ราคาจะอ่อนตัวลง ส่วนช่วงปลายปีที่ลูกป้อนน้อยราคาจะขยับขึ้น 1,000 ถึง 3,000 บาทได้ง่าย ๆ นกที่ป้อนมือจนเชื่องมาก ขึ้นมือ ทำ step up ได้ จะแพงกว่านกที่เพิ่งหย่านมและยังไม่คุ้นคน

ราคาที่ผิดปกติเกินไปทั้ง 2 ทางให้ระวัง บลู 8,000 บาทมักมีอะไรซ่อนอยู่ เช่น นกป่วย นกโตแล้ว หรือไม่ใช่บลูจริง ส่วนเขียว "ครอส 3 สี" ราคา 20,000 บาทโดยไม่รู้พ่อแม่ก็เป็นการจ่ายค่าคำพูดเปล่า ๆ

เลี้ยงตัวแรกควรเลือกสีไหนดี

ถ้าเลี้ยงเป็นเพื่อนตัวแรก ผมแนะนำเขียวธรรมดาหรือเขียว split เพราะราคาเข้าถึงได้ แข็งแรง และความน่ารักไม่ต่างจากสีแพงเลย ส่วนถ้าตั้งใจจะเพาะต่อ ให้เริ่มจากบลูตัวผู้ 1 ตัวกับเขียว/บลูตัวเมีย 1 ตัว จะได้ลูกบลูให้ตื่นเต้นตั้งแต่ครอกแรก

สีไม่ได้ทำให้นกฉลาดขึ้นหรือพูดเก่งขึ้น นกม๊องค์พาราคีทเขียวราคา 6,000 บาทที่ถูกป้อนมาดี เล่นด้วยทุกวัน จะพูดได้และเชื่องกว่า Blue Opaline ราคา 35,000 บาทที่ถูกทิ้งไว้ในกรงคนเดียวแน่นอน ผมเห็นแบบนี้มาเยอะมากจนพูดได้เต็มปาก

สิ่งที่ควรดูมากกว่าสีตอนเลือกลูกป้อน คือ ตาใสไม่มีขี้ตา จมูกแห้ง ขนขึ้นสม่ำเสมอ ขอบเล็บและปากไม่ผิดรูป และนกต้องกระตือรือร้นเวลามีคนเข้าใกล้ ถ้านกซึม กินน้อย หรือหายใจแรง อย่าซื้อไม่ว่าสีจะสวยแค่ไหน

สุดท้าย ไม่ว่าจะเรียกม็องค์ หรือ Quaker Parrot ตามแบบฝรั่ง นกตัวเดียวกันนี้อยู่กับเราได้ 20 ถึง 30 ปี สีที่เลือกวันนี้จะอยู่ในบ้านเรานานกว่ารถ 1 คัน เลือกตัวที่แข็งแรงและถูกใจจริง ๆ ไม่ต้องรีบตามกระแสสีที่กำลังฮิต

คำถามที่พบบ่อย

ม๊องค์ Albino หรือม๊องค์ขาวเกิดจากอะไร

Albino คือนกที่มีทั้งยีนบลูและยีนลูติโน่ในตัวเดียว บลูตัดสีเหลือง ลูติโน่ตัดสีเข้ม เหลือแต่ขาวล้วนตาแดง ต้องมีพ่อแม่ที่พกยีนทั้ง 2 ระบบจึงจะเพาะได้

ลูกป้อนดูสีออกตั้งแต่อายุเท่าไหร่

ลูติโน่ Cinnamon และ Pallid ดูจากสีตาได้ตั้งแต่วันแรก เพราะเกิดมาตาแดง ส่วนบลูกับเขียวเริ่มแยกได้เมื่อขนแทงออกช่วงอายุ 2 ถึง 3 สัปดาห์ และ Opaline ควรรอให้ขนอกขึ้นเต็มประมาณ 4 ถึง 5 สัปดาห์

นกม๊องค์สีแพงอ่อนแอกว่าสีเขียวจริงไหม

ตัวสีเองไม่ได้ทำให้นกอ่อนแอ แต่สีหายากมักถูกเพาะจากนกจำนวนน้อยและผสมกันซ้ำในสายเลือดใกล้กัน จึงเจอนกตัวเล็กหรือขนไม่สมบูรณ์บ่อยกว่า ถ้าเลือกจากสายที่พ่อแม่แข็งแรงก็เลี้ยงได้เหมือนเขียวทุกอย่าง

ตัวเมียเป็น split บลูได้ไหม

ได้ เพราะบลูเป็นยีนด้อยธรรมดา ไม่ใช่ sex-linked ตัวเมียเขียว/บลูจึงมีจริงและใช้เพาะได้ดี ที่ตัวเมียเป็น split ไม่ได้คือ Opaline ลูติโน่ Pallid และ Cinnamon เท่านั้น

Pallid กับ Cinnamon ต่างกันตรงไหน ดูคล้ายกันมาก

Cinnamon เปลี่ยนสีเข้มเป็นน้ำตาลชัดที่ปีกบิน ส่วน Pallid ทำให้สีจางลงทั้งตัวแบบพาสเทลแต่ปีกไม่ออกน้ำตาล วิธีแยกง่ายสุดคือกางปีกดู ถ้าปีกบินเป็นน้ำตาลคือ Cinnamon

Cobalt หรือ Dark Green ในนกม๊องค์คืออะไร

เป็นยีน dark factor ที่ทำให้สีพื้นเข้มขึ้น เขียวที่มี 1 ตัวเรียก Dark Green มี 2 ตัวเรียก Olive ส่วนบลูที่มี 1 ตัวเรียก Cobalt มี 2 ตัวเรียก Mauve ยีนนี้เป็นยีนเด่นไม่สมบูรณ์ ตัวเดียวก็เห็นผลแล้ว

สีของนกม๊องค์เปลี่ยนตอนโตไหม

สีพื้นไม่เปลี่ยน แต่จะเข้มและสดขึ้นหลังผลัดขนครั้งแรกช่วงอายุ 6 ถึง 12 เดือน ลูกป้อนบลูที่ดูฟ้าซีดจึงมักสวยขึ้นมากตอน 1 ปี ส่วนตาของ Cinnamon และ Pallid จะเปลี่ยนจากแดงเป็นเข้มภายในไม่กี่สัปดาห์แรก

เพาะพี่น้องกันเองเพื่อให้ได้สีที่ต้องการได้ไหม

ทำได้ทางพันธุกรรม แต่ผมไม่แนะนำ เพราะยิ่งใกล้ยิ่งเสี่ยงได้ลูกตัวเล็ก ขนไม่ดี หรือไข่ไม่ฟัก ถ้าจำเป็นให้ทำแค่ 1 รุ่นแล้วรีบหาเลือดใหม่จากสายอื่นมาผสมทันที